แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

หากท่านเกิดทันเมื่อสัก 400 ปีก่อน ในรัชการของพระเจ้าอองรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส กษัตริย์พระองค์นี้ทรงโปรดเสวยพืชหัวเล็กสีขาวแต่กลิ่นแรงนี้เป็นยิ่งนัก ด้วยทรงถือว่ามีสรรพคุณเช่นเดียวกันแมลงวันสเปนนั่นคือ โด๊ปทำให้กระชุ่มกระชวยได้จากฤทธิ์เผ็ดร้อนของมัน พืชหัวเล็กที่ว่านี้คือ "กระเทียม" นั่นเอง

พระเจ้าอองรีที่ 4 เสวยจนข้าราชบริพารร่ำลือว่ากลิ่นลมหายใจของพระองค์นั้นสามารถล้มวัวหนุ่มที่อยู่ห่างออกไปถึง 10 ก้าวได้ แต่บรรดาสาวสรรกำนัลในคงไม่กล้าแสดงกิริยาใด ๆ มากนัก คงต้องยอมแทบล้มประดาตายกันไปทุกวันพร้อมกับสาปแช่งเจ้าพืชหัวน้อยนี้

หรือในสมัยมหาพีระมิดที่รุ่งเรืองแห่งกีซ่า องค์ฟาโรห์ผู้โปรดปรานกระเทียมเคยใช้พระราชทรัพย์เป็นทองคำถึง 90 ตัน เพื่อซื้อกระเทียมจำนวนมหาศาล ส่งผลกระทบต่อค่าแรงคนงานสร้างพีระมิดจนต้องลดจำนวนคนงานลงแล้วจ่ายกระเทียมแทนค่าแรง ลองนึกดูว่าปลายเดือนเราได้กระเทรยมแทนเงินเดือนและพอสิ้นปีก็ยังได้โบนัสเป็นกระเทียมอีก จึงไม่แปลกที่จะทำให้เกิดการจลาจลย่อย  ขึ้นเมื่อ 5,000 ปีก่อน   นับเป็นเหตุวุ่นวายที่มีต้นเหตุจากกระเทียมเป็นครั้งแรกในโลก

ส่วนคนอังกฤษนั้นแต่ก่อนก็ไม่ค่อยชื่นชมเครื่องเทศกลิ่นแรงนี้เอาเสียเลยจนเมื่อมีชวนฝรั่งเศสจากบริตตานีส่งกระเทียมและหอมเข้าไปขายพร้อมทั้งเขีนตำราทำอาหารฝรั่งเศสที่ใส่หอม กระเทียมลงไปด้วยทำให้ชาวอังกฤษผู้ชินชากับปลาและมันทอดเริ่มเปลี่ยนใจอยากลองของหรูดูบ้าง นับแต่นั้นกระเทียมกับหอมฝรั่งเศสก็เลยเข้าตีตลาดอังกฤษมาได้จนถึงปัจจุบัน

ฤทธิ์กระเทียม หัวหอมถนอนผิว
อาหารหลายอย่างในโลกที่มีกลิ่นแรงจะถือเป็นอาหารชั้นล่าง ในยุโรปใต้ชื่นชอบกลิ่นกระเทียมกันมาก อย่างถ้าใครมีเืพื่อนเป็นชาวอิตาลีคงทราบดีถึงจารีตการใส่กระเทียมลงไปในอาหารแทบจะทุกสิ่งสรร ทั้งสปาเกตตี, ขนมปังกระเทียม, ผัดมะเขือยาวและีอีกมาก ผิดกับชาวยุโรปเหนือที่ไม่ใคร่จะยอมใส่นักด้วยขยาดกับกลิ่นร้านกาจของมันและก็พลอยมองชาวอิตาเลียนว่าเป็นพวกตัวเล็กกลิ่นตัวเหม็นเพราะกินกระเทียมกัน

จริง ๆ แล้วอยู่ที่กลิ่นนี่เอง กระเทียมกับหัวหอมมีฤทธิ์ต้านชราได้ก็ด้วยกลิ่นของมันนี่เอง ฉะนั้นสิ่งใดที่สกัดออกไปแล้วก็ต้องคอยดูให้ดีด้วยนะครับ่า เขาสกัดเอากลิ่นออกไปด้วยหรือเปล่า เพราะกลิ่นฉุนของกระเทียมนี้มาจาก "กำมะถัน"

พืชทุกชนิดที่มีกำมะถันจะมีกลิ่นแรงเฉพาะตัว ให้นึกถึงทุเรียน, ต้นหอม, ต้นกระเทียม,สะตอ, หน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ  เหล่านี้มีกลิ่นที่ดุเดือด นั่นก็เพราะมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ และกำมะถันนี้เองที่ช่วยล้างพิษ ฆ่าเชื้อ(ชาวโรมันใช้ยัดไว้ในรองเท้าแตะเพื่อกันเท้าอักเสบและดับกลิ่น) ที่สำคัญกำมะถันยังช่วยถนอมผิวให้สวยได้ ดูอย่างน้ำพุร้อนกำมะถันที่ชาวโลกนิยมไปแช่กันที่ว่ารักษาโรคได้ก็เคยมีผู้เก็บตัวอย่างองน้ำมาแยกธาตุแล้วพบว่ามี "กำมะถัน" มากเป็นพิเศษนั่นเอง

ที่มา : หนังสือคู่สร้างคู่สม ประจำวันที่ 1-10 กรกฎาคม 2553

เขียนโดย paphada วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

ลูกพลับญี่ปุ่น เพื่อสุขภาพ ได้ชื่อว่าเป็น "เพชรสีน้ำเงินแห่งผลไม้" อุเมะ (ลูกพลับญี่ปุ่น) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกครัวเรือนของคนญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ช่วยบรรเทาได้ทุกโรค ซึ่งใช้กันมานานกว่า 100 ปีแล้ว
  • บรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอาการปวดกระเพาะ และปวดท้อง อาหารไม่ย่อย มีแก๊สมาก
  • ระงับอาการท้องผูกและท้องอืด
  • ลดอาการร้อน หรืออาหารไม่ย่อยที่เกิดจากการรับประทานทุเรียน เงาะ ขนุน และอาหารทอด หรืออาหารรสจัดมากเกินไป
  • ปกป้องตับและลดอาการข้างเคียงจากการดื่มแอลกอฮอล์
อุเมะ เสมือนยาแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ใช้บำบัดโรคทุกชนิด

มีการใช้อุเมะมานานนับหลายศตวรรษตั้งแต่ยุคเฮอัน (พ.ศ.1517-1735) ระหว่างสงครามศักดินาแห่งยุคคามากุระ (พ.ศ.1735-1876) นักรบซามูไรรับประทานอุเมะเวลาอ่อนล้าก่อนมีการค้นพบเพนนิซิลินในปี พ.ศ.2471 มีการใช้อุเมะเป็นยาปฏิชีวนะธรรมชาติในสงคราม รัสเซีย-ญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ ในเสบียงของกองทัพแห่งองค์พระจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นมีอุเมะทานเป็นเสมือนยาป้องกันอาหารเป็นพิษจากน้ำและช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น อันที่จริงอุเมะเป็นที่ยอมรับอย่างสูง จนมีคำกล่าวเก่าแก่ในภาษาญี่ปุ่นว่า "เวลามีทารกเกิดใหม่หนึ่งคนให้ปลูกอุเมะสองต้น"

ไม่มีสภาพร่างกายแบบเป็นกรดอีกต่อไป
อาการป่วย การรับประทานยา นิสัยการกินที่ไม่ดี สารเติมแต่งอาหาร ออกกำลังมากเกินไป และการบริโภคเนื้อ น้ำตาล คาร์โบไฮเดรตขัดขาว กาแฟและน้ำชามากเกินไปก่อให้เกิดการสะสมกรดแลคติก เมื่อมีกรดแลคติกมากเกินทำให้ร่างกายมีสภาพที่เป็นกรดเพิ่มขึ้น นำไปสู่อาการเหนื่อยบ่อยๆ การเผาผลาญอาหารไม่ดี หงุดหงิด ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ แก่ก่อนวัย อัตราการเผาผลาญอาหารไม่ดีและน้ำหนักเพิ่ม อุเมะซึ่งนิยมเรียกกันว่า "ราชาแห่งอาหารที่มีสภาพเป็นด่าง" จะช่วยย่อยและขจัดกรดแลคติกไม่ให้สะสมในร่างกาย ทำให้ค่า pH ในเลือดเป็นปกติ เสริมสุขภาพและกำลัง ทั้งยังป้องกันการแก่ก่อนวัย

ระบบย่อยอาหารสมบูรณ์ขึ้น
สารคาเตชินในผลอุเมะปกป้องทางเิดินอาหารจากจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค และช่วยให้ลำไส้บีบตัวได้ดี ทำให้ลำไส้และการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการไม่สบายในกระเพาะและอากรปวดท้อง อาหารไม่ย่อยและมีแก็ซเกิน อุเมะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกและอาการอาหารเป็นพิษอย่างอ่อน เช่น ท้องเสียและอาเจียร

ระบบต้านทานของร่างกายแข็งแรง
มีการใช้ผลอุเมะแบบดั้งเดิมอีกอย่างหนึ่งใช้สรรพคุณด้านปฏิชีวนะตามธรรมชาติ ในการทำให้ร่างกายมีแรงต้านทานต่อการไอ ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา อาการไข้และเจ็บคอโดยที่ไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย

เหมาะสุดต่อการควบคุมน้ำหนัก
ตับที่ทำงานหนักเกินไปไม่สามารถควบคุมการเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้ไขมันสะสมไว้จนเกิดลักษณะลงพุง อุเมะกระตุ้นให้ตับจำจัดสารพิษและเสริมการทำงานของตับ อุเมะยังทำให้ระบบการเผาผลาญที่เฉื่อยชาให้ขยันขึ้น เร่งการเผาไหม้ไขมันส่วนเกินในร่างกายและลดการกักน้ำเพื่อรักษาน้ำหนักร่างกายให้เหมาะสม

ดูดซึมแคลเซี่ยมและเหล็กได้ดีขึ้น
อุเมะปรับการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดีขึ้น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสตรีระยะมีประจำเดือนและระยะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซี่ยมได้มากขึ้น กระดูกและฟันจึงแข็งแรกขึ้น

เขียนโดย paphada วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

แช่น้ำอุ่นเสียบ้าง
หลังสวมรองเท้าส้นสูงมาทั้งวัน อาจต้องผ่อนคลายเท้าด้วยการแช่น้ำอุ่น เพื่อให้กล้ามเนื้อไม่เครียด หยดน้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ บีบนวดเท้า ช่วยให้สบายเท้า เท้านุ่มขึ้นและผ่อนคลาย ควรทำเป็นประจำอย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์

คลายน่องตึง
ถ้ารู้สึกดึงบริเวณน่อง ให้เอามือสองข้างยันเข้าหากำแพง ย่อเข่าข้างหนึ่งชิดกำแพง ส่วนอีกข้างค้างยึดไว้ให้ตึง (เอาแค่พอทนได้) ทำสลับข้าง ข้างละ 10 ครั้ง วิธีนี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อทำให้ไม่ปวดน่อง

เขียนโดย paphada วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ในโลกปัจจุบันนี้ หลายๆคนคงต้องเผชิญกับความเครียดและแรงกดดันต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การหาหนทางที่จะผ่อนคลายตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน้ต่อร่างกายและจิตใจของเราเป็นอย่างมาก บางคนอาจเข้าสปา ไปนวดหน้านวดตัว บางคนไปเที่ยว ซึ่งต่างก็มีวิธีการที่แตกต่างกันไป แต่ความลับของการผ่อนคลายที่แท้จริงก็คือ การควบคุมภาวะจิตใจของเรานั้นเอง ถ้าคุณขาดการควบคุมจิตใจแล้ว การเข้าสปาที่ดีที่ การเที่ยวที่ที่สวยที่สุด ก็ไม่สามารถทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้เลย

เทคนิคการผ่อนคลายตนเอง

1. ปัจจุบัน คือสิ่งที่สำคัญที่สุ - บ่อยแค่ไหนที่คุณมักจะพบว่าคุณเป็นกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คนส่วนมากมักจะมีความวิตกกังวลในเรื่องของอนาคต แต่ในความเป็นจริงแล้วการวิตกกังวลไป ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะอยู่ในโลกแห่งอดีตหรืออนาคต คุณก็จะไม่สามารถผ่อนคลายได้เลย ฉะนั้นถ้าคุณต้องการผ่อนคลายอย่างแท้จริงคุณจะต้องมีสติอยู่กับปัจจุบัน เราเท่าทันตนเองอยู่เสมอ

2. สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ - ที่ที่คุณอยู่ หรือสภาพแวดล้อมที่คุณต้องเจอก็ส่งผลต่อจิตใจของคุณเช่นเดียวกัน หลายๆคนอาจไม่ได้ตระหนักถึงปัจจัยนี้ แต่ถ้าสังเกตให้ดี การอยู่มรบางที่ มันก็ยากที่จะรู้สึกผ่อนคลายได้ คราวนี้ เริ่มมองไปที่รอบตัวคุณ ถ้าคุณเห็นสิ่งที่คอยเตือนใจให้คุณทำโน่นทำนี้ คุณคงต้องลงมือทำอะไสักอย่างกับห้องของคุณแล้ว

เจ้าพวกของที่คอยกวนใจคุณเป็นเหมือนภาระ หนักของจิตใจคุณ จัดการจัดห้องให้เป็นระเบียบและเก็บมันไปให้พ้นหูพ้นตา หาของประดับห้องให้มีความรื่นรมณ์มากขึ้น คุณอาจยอมเสียเงินซื้อเครื่องฟอกอากาศสักเครื่อง หรือเทียนหอมมาจุด ก็ช่วยให้คุณผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังเป็นการเพิ่มประสิทธืภาพในการทำงานของคุณอีกด้วย

3. การทำสมาธิ - ระหว่างที่เรามีสมาธิ จิตของเราจะอยู่ในความเงียบ สงบ และรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง การทำสมาธิสอนให้เรารู้จักจัดระเบียบของความคิดที่ยุ่งเหยิงของเรา ขณะที่มีสมาธิ จิตของเราจะหยุดนิ่ง ซึ่งนำมาซึ่งความสงบและความเบิกบาน การทำสมาธิจึงเป็นการผ่อนคลายที่ดีที่สุด คุณลองหาเวลาวันละ 10 - 15 นาทีเพื่อทำสมาธิ แล้วคุณจะรู้ว่าโลกแห่งความสงบและผ่อนคลายที่แท้จริงเป็นอย่างไร

4. ช้าๆได้พร้าเล่มงาม - การผ่อนคลายไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องปล่อยกายปล่อบใจอยู่ในสปา หรือบนชายหาดตลอดทั้งวัน เราจะต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายท่านกลางกิจกรรมปกติของเรา การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทำอย่างเป็นระบบ ทำงานเป็นขั้นเป็นตอน จะช่วยให้คุณทำงานสบายขึ้น และได้ผลงานที่มากขึ้น ในขณะที่คุญทำหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน ความสบสนวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น แล้วคุณก็จะไม่รู้สึกถึงการผ่อนคลายได้เลย เริ่มทำงานที่สำคัญมากที่สุดและเร่งที่สุดก่อน และวค่อยๆทำงานที่สำคัญลอองลงมา ค่อยๆทำอย่างรอบคอบ อย่ากดดันตัวเองให้ต้องทำงานให้มากที่สุด การทำวิธีนี้จะช่วยให้คุณทำงานถูกต้องมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความสบายใจมีมากขึ้น นี่แหละคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณ


5. อย่าขึ้นผูกติดกับความคิดเห็นของคนอื่น - บ่อยแค่ไหนที่คุณยึดติดกับความคิดของคนอื่น ตอนที่เรากังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร จะพูดอน่างไร นั้นก็คือเราได้สร้างภารทางใจให้กับตัวเอง เพราะลึกๆแล้ว เราพยายามต้องสนองความต้องการของคนอื่นอยู่ เราก็จะกดดันตัวเองและก็จะไม่มีทางที่จะผ่อนคลายเลย คุณรู้ไหมว่า คนอื่นก็มักจะคอยจับผิดเรา เราจะไม่มีทางดีพอสำหรับคนอื่นได้ ดังนั้น จงอย่าผูกติดตัวเองกับคำวิภากษ์วิจารณ์ของคนอื่นไม่ว่าจะเป็นในทางบวกหรือลบไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สนใจความคิด เห็นของคนอื่น แต่หมายความว่า เราอย่าาทำให้ตัวเราต้องรู้สึกสนวุ่นวายใจเพียงเพราะความเห็นของคนอื่น เรารับฟังและนำมาคิดด้วยสติอย่างมีเหตุมีผล มันอาจจะทำยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้ว่าคุณยึดติดกับความคิดผู้อื่นน้อยลงเรื่อยๆ


6. ให้เวลากับตัวเอง - แบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวออกจากกันอย่างชัดเจน มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณจะว่างตลอด 24 ชั่วดมงเพื่อใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หัวหน้า หรือแม้กระทั่งเพื่อน จงรับโทรศัพท์หรือตอบ email ลูกค้า หรือหัวหน้าในเวลทำงานเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกวนใจ และบั่นทอนพลังกายและใจของคุณ


7. การเปลี่ยนแปลงก็ดีไม่แพ้การพักผ่อน - ชีวิตเราคงไม่ดีแน่ถ้าเหมืนละครที่เล่นซ่ำไปซ่ำมา ถ้าคุณพบว่าคุณติดอยู่ในบ่วงของการทำสิ่งที่จำเจทุกวัน ถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้สหล่ะ เช่น ถ้าคุณดูโทรทัศน์หรือท่องอินเตอร์เน็ตหลังอาหารเย็นทุกวัน วันนี้คุณลองเปลี่ยนมาเดินเล่นรอบหมู่บ้านดูบ้าง การได้ทำสิ่งอะไรใหม่ๆ พบเห็นสิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายได้อย่างไม่รู้ตัว

การผ่อนคลายง่ายเหมือนแค่การหายใจ
เมื่อใดที่คุณรู้สึกเครียดหรือกดดัน คุณลองกำหนดลมหายใจเข้า-ออก หายใจอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ แค่นี้คุณก็จะรู้สึกถึงความผ่อนคลายได้ไม่ยาก


ขอบคุณข้อมูล : hbwellness


เขียนโดย paphada วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552


ผู้หญิงจะรู้สึกเกรงกลัวแสงแดด เพราะรู้ดีว่าแสงแดดเป็นตัวการทำลายความงาม แถวหน้า ทำให้ผิว หมองคล้ำ เหี่ยวย่น รวมไปถึงฝ้ากระอีกสารพัน หากแต่หารู้ไม่ว่า

การหลีกเลี่ยงแสงแดดมากเกินไป มีผลให้ร่างกายเกิดสภาวะโรคกระดูกพรุนได้ ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก กว่าจะรู้กระดูกก็เปราะบางไปเสียแล้วจึงอยากให้คิดใหม่ กลับมาตระหนักถึงประโยชน์ของแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า ที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ร่างกายสังเคราะห์ วิตามินดี ที่ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินดี ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของแคลเซียม ทำให้กระดูกและฟันสมบูรณ์แข็งแรง

การสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้า เพียง 10 -15 นาทีต่อวัน ก็เพียงพอที่จะช่วยให้ไม่เป็นโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนนั้น สาวๆ รุ่นใหม่ มีอัตราเป็นโรคนี้กันมากขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะมีพฤติกรรมความเป็นอยู่ที่เสี่ยงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่มกาแฟ การสูบบุหรี่ การบริโภคอาหารไม่ครบถ้วน หรือละเลยการออกกำลังกาย ส่งผลให้ร่างกายไม่มีการสะสมแคลเซียมเพิ่มเติม แคลเซียมในกระดูกที่มีอยู่ ก็เสื่อมสลายตัวไปเรื่อยๆ จนทำให้โครงสร้างกระดูกเปราะบางและแตกหักได้ง่าย
ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนสูงกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายที่แตกต่างกัน
ภาวะที่เนื้อกระดูกบางลง ทำให้ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน มักมีอาการปวดหลัง หลังค่อมโก่ง ปวดตามข้อ อาจมีอาการปวดบริเวณที่กระดูกยุบตัวลง กระดูกเปราะ และหักง่าย ผู้สูงอายุจึงต้องระวังการหกล้ม ตำแหน่งที่มักจะเกิดภาวะกระดูกพรุนและหักง่ายคือ กระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก
กระดูกสันหลังของผู้หญิงอายุ 55 - 75 ปี จะเกิดการยุบตัวมากกว่าในผู้ชาย ทำให้ผู้สูงอายุเตี้ยลงกว่าตอนหนุ่มสาว ผู้สูงอายุ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงพบว่า เมื่ออายุมากกว่า 60 ปี พบอัตราการเกิดกระดูกสันหลังหักยุบถึงร้อยละ 30
กระดูกสะโพกหักมักต้องผ่าตัดรักษา กระดูกสะโพกหักอาจทำให้เดินไม่ได้หรือเสียชีวิตได้ โรคนี้เปรียบเหมือนภัยมืด ค่อยเป็นไปอย่างช้าๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ กว่าจะรู้ตัวก็กระดูกหักเสียแล้ว
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องสะสมกระดูกไว้ให้มากที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้แคลเซียมสูงและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสะสมแคลเซียมให้กับกระดูกอย่างสม่ำเสมอ เริ่มต้นจากการรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูง อาทิ ถั่วเหลือง ผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อยต่างๆ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อรับแสงแดดอ่อนๆ ที่จะกระตุ้นให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีไปช่วยเสริมสร้างแคลเซียม
นอกจากนี้ ไม่ควรห่วงอ้วนมากจนเกินไป ต้องรับประทานไขมันบ้าง จำพวกไขมันชนิดดีที่พบในปลาทะเล หรือน้ำมันจากเมล็ดพืช เพราะวิตามินดีจะละลายได้ดีในไขมัน เหล่านี้นอกจากจะช่วยละลายวิตามินดีแล้ว ยังช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่นไม่หยาบกระด้างอีกด้วย ถ้าต้องการความสะดวก การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ช่วยเสริมแคลเซียมให้กับกระดูกก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ถ้าใครต้องการรู้ว่าตนเองเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ต้องอาศัยเครื่องตรวจความหนาแน่นกระดูกเข้ามาช่วย โดยการทำงานของเครื่องจะเอ็กซ์เรย์มวลกระดูกบริเวณ ข้อมือ หรือ ข้อเท้า แล้วประมวลผลออกมาเป็นกราฟ ชึ้ให้เห็นสภาวะของกระดูกได้อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะมีบริการอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ และมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
หากแต่ในช่วงนี้ไปจนถึงสิ้นปี บริษัท เฮลธ์ อิมแพค จำกัด ได้นำเข้าเครื่องตรวจความหนาแน่นกระดูก มาบริการตรวจให้แก่ประชาชนทั่วไปฟรี ทั้งใน โรงพยาบาลชั้นนำ และร้านขายยาทั่วประเทศ ผู้สนใจใช้บริการตรวจมวลกระดูก สามารถสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 02-8604561 ระหว่างเวลาทำการ ในวันจันทร์ - ศุกร์ เพื่อจะได้ตรวจสอบสุขภาพกระดูกเบื้องต้น ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะต้องรับแสงแดด และเสริมแคลเซียมให้กับกระดูก ก่อนที่จะสายเกินไป
สนับสนุน โดย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ


บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ
30 เคล็ด(ไม่)ลับการแต่งหน้า

เขียนโดย paphada วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Subscribe here